วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางนักท่องเที่ยว

บทที่ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว

แรงจูงใจ

แรงจูงใจของนักท่อเงที่ยวแตกต่างไปจากแรงจูงใจในวิชาจิตวิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนวดบุคลิกภาพของบุคคลแรงจูงใจทางด้านการรท่องเที่ยว หรือแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวเป็นแนวคิดที่เป็นแบบลูกผสมระหว่างแนวคิดทางจิตวิทยา ผสมกับแนวคิดทางด้านสังคมวิทยา แรงจูงใจของนักท่องเที่ยวจึงหมายถึงเครือข่าย ทั้งหมดของพลังทางวัฒนธรรมและพลังทางชีววิทยา ซึ่งเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทางการท่องเที่ยว เช่น แรงจูงใจที่จะมาพักผ่อนที่เกาะสมุยของนักท่องเที่ยวจากสวีเดนอาจจจะเกิดความต้องการการพักผ่อนส่วนหนึ่งซึ่งเป็นพลังผลักดันให้บุคคลเดินทาง

ทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว

1.ทฤษฎีลำดับขั้นแห่งความต้องการจำเป็น (Hierarchy of needs)Maslow กล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความต้องการ และมนุษย์จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการ และความต้องการจำเป็นต่างๆ ความต้องการของมนุษย์ไม่มีวันจบสิ้นเมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการอีกระดับหนึ่งก็จเกิดขึ้น ความต้องการของมนุษย์ทั้งหลาย รวม 5ขั้น ในระดับสูงสุดของปิระมิดคือ ความต้องการทางสรีระหรือความต้องการทางด้านร่างกายซึ่งเป็นความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่รอด เช่น ความต้องการอาหาร น้ำอื่ม ยารักษาโรคตราบใดที่ความต้องการจำเป็นเหล่าน๊ยังไม่ได้รับการตอบสนอง คนเราก็จะดิ้นรนเพื่อจะให้ได้รับความพอใจ ความต้องการนี้ก็ไม่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมอีกต่อไป ความต้องการในระดับถัดไปก็จะเริ่มมีบทบาทขึ้นนั้นคือความต้องการที่จะได้รับความปลอดภัยซึ่งรวมไปถึงความปลอดภัย ในระดับสูงสุดความต้องการทั้งหลายของคนเราคือ ความต้องการที่จะได้รับความสำเร็จ ตามความมุ่งมั่นอันสูงสุด Maslowเรียกว่า self-actualization เป็นความต้องการที่จะกระทำในสิ่งที่ตนคิดว่าตนมีความสามารถที่จะกระทำ

2.ทฤษฎีขั้นบันไดแห่งการเดินทาง (Travel Career Ladder) ความต้องการทางด้านการท่องเที่ยวมีการพัฒนาเป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับในทฤษฎีของ Maslow ความต้องการจะเริ่มมมีความลึกซึ้งซับซ้อนมากขึ้นเมือนักเดินทางมีประสบการณ์เดินทางมากขึ้น ความต้องการในขั้นสรีระวิทยาจะต้องได้รับการตอบสนองก่อน ความต้องการในระดับที่สูงขึ้นไปจึงจะเกิดขึ้นคำตอบแรกที่นักท่องเที่ยวจะตอบเมื่อเราถามเขาว่าเดินทางมาเที่ยวที่นี้หรือมาเที่ยวประเทศไทยเพราะอะไรเขามักจะตอบเหมือนๆกันว่ามาเพื่อผักผ่อนหย่อนใจ ทั้งนี้เพราะการพักผ่อนหย่อนใจ คลายเครียดเป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน คนทุกคนต้องการการพักผ่อนและคลายเครียดความต้องการนี้แต่คนกำหนดเองไม่มีผู้อื่นชักนำให้เกิดแต่เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางเพื่อหาความสุขทางเพศหรือเดิน ทางเพื่อไปรับประทานอาหารอร่อยๆการเดินทางมากขึ้นผู้เดินทางจะต้องการความลึกซึ้งของประสบการณ์เดินทางมากขึ้น

3.แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ของ Crompton ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาถึงแรงจูงใจที่ผลักดันให้คนเรามีการเดินทางท่องเที่ยว ได้ทำการวิจัย โดยรวบนวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวที่เป็นคนชั้นกลางจำนวน 39 คนจาก 2 รัฐในสหรัฐอเมริกาคือ รัฐแมสซาจูเสต และรัฐเท๊กซัส สีปผลการวิจัยของเขาออกมาเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการเดินทางที่เขาเรียกว่า วาระซ้อนเร้น หรือ Hidden Agend เนื้อหาสาระของวาระซ้อนเร้นมีบางส่วนที่คล้ายกับทฤษฎีแรงจูงใจของ Maslow ด้านสังคมของ Maslow แรงจูงใจวาระซ่อนเร้น Crompton มี 7 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1.การหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่จำเจ 2.การสำรวจและการประเมิณตนเอง 3.การพักผ่อน 4.ความต้องการเกียรติภูมิ 5.ความต้องการที่จะถอยไปสู่สภาพดั้งเดิม 6.กระชับความสัมพันธ์ทางเครือญาติ 7.การเสริมสร้างการประทะสังสรรค์ทางสังคม

4.แรงจูงใจในทางการท่องเที่ยวในทัศนะของ Swarbrooke จำแนกแรงจูงใจสำคัญๆที่ทำให้คนเดินทางออกเป็น 6ชนิด ด้วยกันดังที่แสดงอยู่ในแผนภูมิที่ 3แรงจูงใจเหล่านี้ได้แก่ 1.แรงจูงใจทางด้านสรีระหรือทางด้านกายภาพ 2.แรงจูงใจทางด้านวัฒนธรรม 3.การท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกบ้างอย่าง 4.การท่องเที่ยวเพื่อให้ได้มาเพื่อสถานภาพ 5.แรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง 6.แรงจูงใจส่วนบุคคล

แนวโน้มของแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว ได้เสนอแรงจูงใจของนักท่องเที่ยว 10 ประการ ดังนี้

1.แรงจูงใจที่จะได้สั่มผัสสิ่งแวดล้อม 2.แรงจูงใจที่ได้พบปะกับคนท้องถิ่น 3.แรงจูงใจที่จะที่จะเข้าวัฒนธรรมท้องถิ่นและประเทศเจ้าบ้าน 4.แรงจูงใจที่จะเสริมสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัว 5.แรงจูงใจที่จะได้พักผ่อนในสภาพแวดล้อมที่น่าสบาย 6.แรงจูงใจที่จะที่จะทำกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสนใจและฝึกทักษะ 7.แรงจูงใจที่จะมีสุขภาพดี 8.แรงจูงใจที่จะได้รับการคุ้มกันและความปลอดภัย 9.แรงจูงใจที่จะได้รับการยอมรับนับถือและได้รับสถานภาพทางสังคัม 10.แรงจูงใจที่จะให้ร่างวัลแก่ตนเอง

โครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง องค์ประกอบพื้นฐานในการรับรองการท่องเที่ยวทั้งระบบ ถือเป็นการสนับสนุนให้การท่องเที่ยวสามารถดำเนินไปด้วยดี และทำให้เกิดความสะดวกในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานหลักๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไก้แก่

1.ระแบบไฟฟ้า จะต้องมีใช้อย่างเพียงพอ ทั้วถึง และใช้การได้ดี ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้บริการหรือกรณีที่เกิดความต้องการที่ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก เช่น ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวบนเกาะเสม็ด ไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอ จะต้องอาศัยการปั่นใช้ ก็จะต้องมีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับปั่นไฟให้เพียงพอ

2.ระบบปะปา ควรมีความสะอาด ถูกหลักอนามัย มีปริมาณเพียงพอ และมีบริการอย่างทั่วถึง เพื่อบริการให้แก่นักท่องเที่ยวซึ่งควาามต้องการการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันไป

3.ระบบสื่อสารโทรคมนาคม หมายรวมทั้งโทรศัพท์มีสาย/ไร้สาย ไปรษณีย์ โทรเลข โทรสาร และไปรษณีย์อิเลกโทรนิกส์ (E-mail) ระบบเหล่านี้ต้องมีความสะดวก รวดเร็ว มีปริมาณหน่วยบริการที่เพียงพอและกระจายอย่างทั่วถึง ระบบดังกล่าวนี้มีความจำเป็นอย่างมากในกรณีฉุกเฉิน

4.ระบบการขนส่ง ประกอบไปด้วย

4.1 ระการเดินทางทางอากาศ ควรจัดให้มีเส้นทางการคมนาคมภายในประเทศที่ครอลคลุมทุกพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ควรพยายามเชื่อมโยงเส้นทางการบินอย่างทั่วถึงและควรพัฒนาให้มีความเชื่อมโยงกับระบบการคมนาคมอื่นๆ ในส่วนของท่าอากศยานควรจัดสร้างในพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มีมาตราฐานในการจัดการ และง่ายต่อการเข้าถึง ควรจัดสร้างให้มความสะดวกสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

4.2 ระบบการเดินทางทางบก หมายถึงเส้นทางคมนาคม และเส้นทางรถไฟต่างๆ ควรครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกัน สภาพของถนนและรางรถไฟต้องมีคุณภาพดี บำรุงรักษาสม่ำเสมอ จัดสร้างสถานีขนส่งมาตราฐานสากล

4.3 ระบบการเดินทางทางน้ำ หมายถึงเส้นทางทางน้ำ ในแง่ของการท่องเที่ยวควรพัฒนาให้เหมาะสมกับแหล่งท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับระบบคมนาคมอื่นๆ ท่าเรื่องต้องได้มาตราฐาน ง่ายต่อการเข้าถึง ปลอดภัย สะดวก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ

5. ระบบสาธารณสุข ต้องทันสมัย สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ค่ารักษาพยาบาลต้องยุติธรรม ในสถานที่ท่องเที่ยวควรมีหน่วยรักษาพยาบาลเบื้องต้น และจัดยารักษาโรคให้สอดคล้องกับกิจกรรมและลักษณะของนักท่องเที่ยว

ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาค

การที่บนโลกมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกั้นจึงทำให้เกิดภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและลักษณะทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน ประกอบกับมนุษย์ต้องการเดินทางไปยังบริเวณที่สภาพแวดล้อมต่างไปจากที่ตนเองอยู่ จึงเกิดการเดินทางท่องเที่ยวขึ้น

1. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสรรค์ภูมิทํศน์ที่เป็นสิ่งดึงดูดใจ ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ได้แก่

1.1 ลักษณะภูมิประเทศ

โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นผลมากจากการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกที่ไม่เท่ากัน

การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมีได้ 2 ลักษณะคือ

1) การเปลี่ยนแปลงจากภายใน เช่น ภูเขาไฟ

2) การเปลี่ยนแปลงบริเวณผิวโลก เช่น เนินทราย

1.2 ลักษณะภูมิอากาศ

เช่นเดียวกันลักษณะภูมิประเทศ กล่าวคือ พื้นที่ที่แตกต่างกันเมื่อพิจารณาตามเส้นละติจูด เช่น ในช่วงเดือนธันวาคม ซีกโลกเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นมาก ในขณะที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร จะมีอากาศที่อบอุ่นกว่า ทำให้คนที่อยู่ทางซีกโลกเหนือต้องการเดินทางมายังประเทศที่อบอุ่นกว่า ในขณะเดียวกันคนที่อยู่ในประเทศที่อบอุ่นก็จะเดินทางไปสัมผัสกับอากาศหนาวเย็นทางซีกโลกเหนือ นอกจากนี้สภาพอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่อาจทำให้ภูมิประเทศสวยงามแตกต่างกันได้ เช่น บนภูเขาสูงในฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจะนิยมขึ้นไปชมทะเลหมอก

2. ปัจจัยทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรมหมายถึง วิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคม นับตั้งแต่วิธีการกิน อยู่ ทำงาน แต่งกาย พักผ่อน เจรจา ขนส่ง รวมกันเป็นหมู่คณะ โดยแนวทางการแสดงออกถึงวิธีขีวิตนั้นอาจเริ่มมาจากเอกชนหรือคณะบุคคลทำเป็นต้นแบบ เมื่อวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหรือเมื่อค้นพบสิ่งประดิษฐ์ใหม่ วิธีใหม่ที่ใช้แก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของสังคมก็ย่องต้องเปลี่ยนไปด้วย จนในที่สุดอาจเลิกใช้วัฒนธรรมเดิม

การที่วัฒนธรรมแตกต่างกันย่องเป็นสิ่งดึงดูดใจและส่งเสิรมให้คนต่างวัฒนธรรมมาเที่ยวชม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น