วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

บทที่ 2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

บทที่ 2 ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวจากยุคเริ่มต้นถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

การท่องเที่ยวในยุคกลาง

ยุคกลางคือช่วงที่อยู่ระหว่าง คศ.500-1500 หรือเป็นช่วงทมี่ต่อจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน ยุคกลางเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่ายุคมืด ช่วงเวงลาดังกล่าวถนนหนทางถูกปล่อยให้ทรุดโทรมเศรษฐกิจตกต่ำแต่ศาสนจักรโรมันคาทอลิค ยังคงเป็นศูนย์รวมสังคมและอำนาจการเดินทางมีความลำบากมากขึ้นและอันตรายมากขึ้นคนชั้นสูงและคนชั้นกลางนิยมเดินทางเพื่อแสวงหาบุญเป็นการเดินทางไกลขึ้นสำหรับผู้เครื่องศาสนาสถานที่ที่ผู้สื่อมใสนิยมเดินทางไป ปัญหาที่นักเดินทางในยุคกลางเผชิญคือ โจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นนักเดินทาง มัคคุเทศน์ในสมัยนั้นจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำ และเป็นทั้งผู้ปกป้องการเดินทางด้วยมัคคุเทศก์ในสมัยนั้นจึงได้รับค่าจ้างสูง ค่าจ้างมัคคุเทศก์ในสมัยนั้น เท่ากับครึ่งหนึ่งของราคาอูฐหนึ่งตัวการที่เดินทางเพื่อแสวงบุญมีการความบันเทิงและฉลองควบคู่กันไประหว่างการเดินทาง ผลของการเดินทางเพื่อจารึกแสวงบุญมีประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็น คือ

1.เป้าหมายของการเดินทารงที่เด่นชัดได้แก่การแสวงบุญ

2.ผลการเดินทางมีความสำคัญและความหมายทางด้านจิตใจเพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญแห่งชีวิต

3.ผู้แสวงบุญต้องการให้คนอื่นเห็นถึงความสำเร็จแห่งการเดินทรางในรูปของที่ระลึก

การพัฒนาการคมนาคมทางถนนในคริสตวรรษที่ 17 ถึงต้น ศตวรรษที่ 19

ในช่วงก่อนที่จะถึงศตวรรษที่ 16 คนที่ต้องการเดินทางมีวิธีที่จะทำได้ 3 วิธี คือด้วยการเดินเท้าซึ่งเป็นวิธีเดินทางของคนจน วิธีที่สองคือการขี่ม้า และวิธ๊สุดท้ายคือ ใช้เสลี่ยงโดยมีคนรับใช้เป็นผู้แบกซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีเดินทางของชนชั้นสูงเท่านั้นการพัฒนารถม้า 4 ล้อที่มีระบบกันสะเทือนด้วยสปริงนับเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่สำหรับ คนที่จะเป็นต้องเดินทาง การประดิษฐ์รถที่มีระบบกันสะเทือนอย่างงง่ายที่สุดสามารถสืบย้อนไปได้ที่เมือง Kocs ในประเทศฮังการีในศตวรรษที่ 15 และในต้นศตวรรษที่ 17 รถม้า ตู้ทึบชนิด 4 ล้อ ก็มีการวิ่งบริการในประเทศอังกฤษที่มีวิ่งประจำทุกวันในเส้นทางระหว่างกรุงลอนดอนถึงอ๊อกฟอร์ด ในศตวรรษที่ 18 มีระบบทางด่วนที่ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าผ่านทางเกิดขึ้น โดยมีการปรับปรุงผิวการจราจรทำให้รถตู้ 4 ล้อ ลากด้วยมาซึ่งบรรทุกคนได้ระหว่าง 8-14 คนวิ่งได้ถึง 40ไมล์ ต่อวันในช่วงฤดูร้อน ประมาณ คศ.1815 ถนนในหนทางทวีปยุโรปมีการพัฒนาที่ดีขึ้น หลุมบ่อลดน้อยลงทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการค้นพบประโยชน์ของยางมะตอย ทำให้การเดินทางเร็วขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ 20 รถโดยสารที่ใช้ม้าลากสามารถพบเห็นได้ โดยทั่วไปในกรุงลอนดอนและปารีสทำให้การเดินทางในเมืองสะดวกมากขึ้น

แกรนด์ทัวร์

ตั้งแต่ตอนต้นศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมาได้เกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากเสรีภาพและความต้องการที่จะเรียนรู้ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ยุคที่มีระยะเวลาประมาณ 300 ปี เริ่มต้นในราวคริสต์วรรษที่15 และสิ้นสุดลงในราวศตวรรษที่17 ในศตวรรษที่18 ผู้คนที่รำรวยมีจำนวนมากขึ้นทั่วประเทศอังกฤษ การค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น นักการทูตมากขึ้นมีนักคิดที่ใฝ่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวของยุโรปเกิดขึ้นในสมัยพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ระหว่าง ค.ศ.1701 ถึง 1789 คนชั้นสูงชาวอังกฤษนิยมที่จะส่งบุตรชายออกเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับอาจารย์ผู้สอนประจำตัวการเดินทางแบบนี้เรียกว่า Grand Tour ในปี ค.ศ.1749 Dr.Tnomas Nugent ได้ตีพิมพ์หนังสือคู่มือการท่องเที่ยวออกมาเล่นหนึ่งให้ชื่อว่า The Grand Tour หนังสือเล่มนี้ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อการศึกษามากขึ้นถึงแม้ว่าจุดประสงค์ของการเดินทางแบบ Grand Tour โดยเนื้อแม้แล้วเปป็นการท่องเที่ยวเพื่อการแสวงหาความรู้แต่ไม่ช้าไม่นานการท่องเที่ยวแบบนี้ก็กลายเป็นความนิยมทางสังคม

การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทอาบน้ำแร่

การอาบน้ำแร่หรือ Spa เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วตั้งแต่ยุคโรมันโดยเฃื่อกันว่าน้ำแร่มีคุณสมบัติทางยา แต่ความนิยมการไปอาบน้ำแร่ได้ลดลงในยุคหลังๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าความนิยมจะลดลงโดยสิ้นเชิง ใน ค.ศ. 1562 Dr.William Turner ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับสรรพคุณของน้ำแร่ที่เมือง Bathและที่อื่นๆ ในยุโรปว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้ ทำให้เมือง Bath และแหล่งน้ำแร่แห่งหนึ่งที่เมือง Buxton ได้กลับกลายมาเป็นที่นิยม การเดินทางไปรับการบำบัดด้วยน้ำแร่ได้กลายมาเป็นสถานภาพทางสังคมอย่างรวดเร็วทำให้บรรดาสถานบำบัดทั้งหลายเปลี่ยนโฉมหน้าจากสถานรักษาสุขภาพไปเป็นสถานที่เพื่อความเพลิดเพลิน Bath ได้กลายมาเป็นเมืองของคนชั้นสูง ในช่วงศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 เป็นที่นิยมตั้งแต่ชนชั้นกษัตริย์ลงมาที่ชนชั้นสูง ในที่สุดตอนต้นศตวรรษที่ 19 บรรดารีสอร์ทก็เปลี่ยนโฉมไปสู่ตลาดล่างตามวงจรชีวิตของตลาด และเมือถึงปลายศตวรรษที่ 18 ยุคเฟื่องฟูของบ่อน้ำแร่ในอังกฤษก็ถึงกาลอวสานต์

กำเนิดยุคสถานที่ตากอากาศชายทะเล

การอาบน้ำทะเลเป็นที่นิยมในอังกฤษตั้งแต่สมัยฟื้นฟูศิลปวะวิทยาการ การอาบน้ำทะเลในสมัยนั้น ผู้อาบอาบทั้งเสื้อผ้า เพราะการถอดเสื้อผ้าว่ายน้ำเป็นการขัดจารีตประเพณีในสมัยนั้น การอาบน้ำทะเลเริ่มต้นขึ้นจากเหตุผลทางด้านสุขภาพ ความคิดที่ว่าการอ่บน้ำทะเลจะทำให้สุขภาพดีและเป็นที่ยอมรับในศตวรรศที่ 18 ความนิยมบำบัดโรคด้วยน้ำทะเล เริ่มต้นขึ้นในราวทศวรรษที่ 1730 Dr. Richard Russet ได้ตีพิมพ์หนังสือพิมเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยน้ำทะเลขึ้น ในราว ค.ศ. 1752 เป็นการกระตุ้นให้คนอาบน้ำทะเล

ปัจจัยที่ส่งเสริมการท่องที่ยวในศตวรรษที่ 19

เราอาจแบ่งปัจจัยนี้ออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการเดินทาง และปัจจัยดึงดูดให้คนเดินทาง คนเราจะเดินทางได้นั้นจำเป็นต้องมีเวลามากพอและมีเงินที่จะใช้เพื่อการเดินทางและตลอดทุกยุคทุกสมัยปัจจัยทั้งสองนี้เอื้อเพียงคนในสังคมบางกลุ่มเท่านั้นที่จะเดินทางได้ คนส่วนฝหญ่จะมีเวลาจำกัด การขนส่งที่ดีจะต้องได้รับการสนับสนุนด้วยการมีที่พักเพียงพอ ข้อจำกัดอีกอย่างงสำหรับนักเดินทางได้แก่ความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ เพราะระบบสาธารณสุขใหญ่ๆ ในอดีตยังไม่เป็นมาตรฐานเช่นในปัจจุบัน อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องอัตตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ไม่เป็นระบบ นักเดินทางต้องเสี่ยงกับการถูกโกง ทำให้ต้องถือเงินเป็นจำนานมากทำให้ต้องเสี่ยงจากการถูกปล้นจากโจรผู้ร้าย

ยุคของเครื่องจักรไอน้ำ : กำเนิดการเดินทางรถไฟ

การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสองประการในตอนต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีผลอย่างสำคัญต่อการขนส่งและการเดินทางโดยทั่วไป การพัฒนาทางเทคโนโลยีประการแรกคือ การสร้างพหนะประเภทรถไฟ ทางรถไฟสายแรกสร้างขึ้นในประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1825 ส่วนการเดินทางทางลำคลองก็มีมากขึ้นในปี ค.ศ.1760 แต่ก็เสียเวลานานไม่ค่อยดึงดูดให้คนใช้การเดินทางรูปแบบนี้จึงใช้เพื่อการขนส่งสินค้ามากกว่า และความนิยมที่จะเดินทางเรือ

เรือกลไฟ

รถไฟทำให้เกิดการเดินทางทางภาคพื้นดิน เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เกิดการพัฒนาเรือกลไฟเพื่อการเดินทางทางน้ำ การพัฒนาทางด้านการค้ากับทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทวีปอเมริกาเหนือทำให้ประเทศอังกฤษต้องพัฒนาการสื่อสารรูปแบบต่างๆ ประเทศอังกฤศเป็นประเทศแรกที่เปิดบริการด้วยเรือน้ำลึก ดังนั้นจึงจัดว่าเป็นมหาอำนาจทางการขนส่งทางทะเลหลังศตวรรษที่ 19 แต่ภายหลังก็มีคู่แข่งเกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนืออีกหลายบริษัท การบริการทางเรือเป็นกิจการที่นำความมั่งคั่งมาสู่ผู้ประกอบการไม่เพียงจากการรับส่งไปรษณีย์เท่านั้น ความรุ่งเรืองของการเดินทางเรือลดลงเมื่อมีการเปิดบริการทางด้านดารบินในตอนกลางศตวรรษที่ 20

การท่องเที่ยวในศตวรรษที่ 20 (1901-200)

ช่วง 50 ปีแรก (1901-1950)

ก่อนการสงครามโลกครั้งที่ 1 นักท่องเที่ยวจากอังกฤษไปตากอากาศที่ริเวียร่าในช่วงฤดูหนาว การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 (1914-1918) ทำให้การท่องเที่ยวหยุดชะงักไปชั่วคราวและเป็นที่มาของการใช้หนังสือเดินทางในหลายประเทศภายหลังจากสงคราม ความรำรวยที่กลับคืนสู่ยุโรป ทศวรรศที่ 1920ประกอบกับการอพยพครั้งใหญ่ ทำให้เกิดการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และการเดินทางในภูมิภาคยุโรป รูปแบบการเดินทางเปลี่ยนไป ความนิยมในการดินทางด้วยรถไฟลดลงเพราะคนนนิยมเดินทางด้วยรถส่วนตัวมากขึ้น มีการพัฒนาถนน รถบรรทุกที่ขนสัมภาระในช่วงสงครามให้เห็นเป็นรถ Coach พาหนะแบบนี้ได้รับความนิยมมากในช่วงทศวรรษที่ 1920 การใช้รถยนต์ส่วนตัว เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอแมริกาและการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็เป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่นิยมในหมู่คนชั้นกลางในประเทศอังกฤษ

การท่องเที่ยวหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ความสนใจของผู้คนที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1945 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องรูปแบบของการเดินทางครั้งสำคัญนั้นคือ การเดินทางระยะไกล เดินทางโดยเครื่องบินซึ่งเป็นผลมาจากความก้านหน้าทางด้านเทคโนโลยี การบิน เที่ยวบินแรกคือการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติระหว่างนิวยอค์ในประเทศสหรัฐ กับเมืองปอร์ธสมัธประเทศอังกฤษ จำนวนของผู้โดยสารที่เดินทางอากาศเพิ่มมากกว่าผู้โดยสารที่เดินทางทารงเรือเป็นครั้งแรก ค.ศ. 1957 ในต้น?ศวรรษ 1970 มีการนำเอาเครื่องบินโดยสารเร็วกว่าเสียงคือ เครื่องบินคองคอร์ด เข้ามาใช้.งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างประเทศอังกฤษกับฝรั่งเศษ โดยบินระหว่างลอนดอน ปารีส และนิวยอร์ค โดยใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักธุรกิจเท่านั้น แต่เนื่องเป็นเครื่องบินที่ใช้ต้นทุนสูง เสียงดีงและจุกผู้โดยสารได้เพียง 100 คนทำให้ต้องหยุดการดำเนินการไปในปี 2003

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น